037748
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
110
129
413
36196
2637
3917
37748

Your IP: 192.168.2.69
2018-04-25 15:59

"อดุลย์"จ่อชง ครม.ยืดเดดไลน์ตรวจสัญชาติแรงงาน

"รมว.แรงงาน" เครื่องฟิต ลงพื้นที่สมุทรสาคร ตรวจศูนย์พิสูจน์สัญชาติต่างด้าว เตรียมรื้อใหญ่จัดระบบใหม่ให้รวดเร็วขึ้น จ่อชงครม.ขอขยายเวลา 12 ธ.ค.นี้ เล็งขันน๊อตเพิ่มอัตราเร่ง 1,500 คน/วัน ต่อศูนย์ พบจ.สมุทรปราการทีปัญหารับส่วย

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.เวลา 10.00 น.ที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง จ.สมุทรสาคร(องค์การสะพานปลา) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน พร้อมด้วยนายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน และคณะเดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินการศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคลสัญชาติเมียนมาของ จ.สมุทรสาคร เพื่อรับฟังกระบวนการทำงาน ผลการดำเนินงาน สภาพปัญหาของศูนย์ฯและติดตามการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายด้านแรงงานตามIUU Fishing โดยใจ จ.สมุทรสาคร ศูนย์ตรวจสัญชาติคนต่างด้าว 2 แห่ง คือศูนย์บริการเพื่อการทำงานของคนต่างด้าวที่ตลาดทะเลไทย ซึ่งดำเนินการได้วันละ 800-1,200 คน และศูนย์บริการเพื่อการทำงานของคนต่างด้าวที่ภัตตาคารนิวเฟรนด์ ดำเนินการได้วันละ 600 คน

โดย พล.ต.อ.อดุลย์ให้สัมภาษณ์ ว่า การเดินทางมาตรวจครั้งนี้เพื่อมาดูระบบและความคืบหน้าการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว โดยมีการดำเนินการร่วมกับทางเมียนมา กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) ซึ่งจุดดังกล่าวมีการตรวจสัญชาติแรงงานต่างด้าวคืบหน้าไปพอสมควรประมาณวันละ 1 พันกว่าคน ขณะเดียวกันจะต้องปรับระบบให้เร็วขึ้น สะดวกกับผู้ที่มา จากนี้ก็จะนำไปหารือเพื่อนำไปประชุมและวางรูปแบบทั้งหมด เนื่องจากการพิสูจน์สัญชาติจะต้องทันตามกำหนดเวลา อย่างไรก็ตาม จุดดังกล่าวในภาพรวมถือว่าดีกว่าที่ปากน้ำ จ.สมุทรปราการ แต่ทั้งหมดจะต้องไปจัดระเบียบใหม่ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะระบบการจัดคิว และเพื่อลดระยะเวลาของจุดรอ โดยอาจจะให้แยกไปตรวจสุขภาพก่อน ทั้งนี้คาดว่าเมื่อจัดระบบแล้วเราจะพิสูจน์สัญชาติได้มากขึ้น ทั้งนี้ในวันที่ 6 ธ.ค.เวลา 10.00น.จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยตนให้ทางกระทรวงแรงงานไปสรุปทั้งหมดที่จะดำเนินการตั้งแต่เรื่องระบบคิวการตรวจสัญชาติแรงงานต่างด้าว ที่จะต้องบริหารระบบการจัดคิวให้เร็วขึ้น ซึ่งบางจุดมีปริมาณจำกัดทำได้เพียง 1,000 พันคน ก็จะต้องมาดูว่าระบบสามารถเดินไปได้ถึง1,500 คนหรือไม่ ถ้าทำได้ก็ต้องทำ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้การจัดระเบียบแรงงานถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เชื่อมโยงการค้ามนุษย์ด้วย ซึ่งใน1-2 เดือนจากนี้จะต้องมีความชัดเจน ตนขอเวลา 2 สัปดาห์ที่จะไปปรับเรื่องการตรวจสัญชาติแรงงานต่างด้าว และเรื่องหนังสือเดินทาง(พาสปอร์ต) ที่จะต้องไปพูดคุยกับเมียนมาและกัมพูชา หากเข้าใจกันก็จะเดินไปดีขึ้น

"เพื่อให้สอดคล้องกับภาพรวม และเป็นนโยบายที่คณะกรรมการพิจารณาการเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว พิจารณาแล้วและเห็นชอบในหลักการให้มีการขยายออกไจนถึงวันที่ 31 มี.ค.61 แต่เพื่อให้เกิดความรอบคอบจะนำเข้าที่ประชุมครม.เห็นชอบในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตามจะประสานให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาดูแลเรื่องเด็ก หรือที่อยู่อาศัย สุขอนามัย ซึ่งเราจะดูแลเหมือนคนไทยทุกคน"พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวอีกว่า

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาขบวนการเก็บค่าหัวคิวหรือเรียกรับส่วยแรงงานต่างด้าว พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะเดินเรื่องนี้ต่อ ซึ่งจะต้องประสานงานกับทุกหน่วย ทั้งภาคประชาสังคม ตำรวจ และกระทรวงมหาดไทยต้องร่วมกันหมด ทำหน่วยงานเดียวไม่ได้ ยืนยันว่าเรื่องนี้ตนทำเต็มที่ มีการตั้งทีมงานของกระทรวงและทีมงานของกระทรวงอื่นๆร่วมกันด้วย ส่วนพื้นที่ที่พบว่ามีปัญหาเรียกรับส่วยจุดแรก ที่ จ.สมุทรปราการเป็นจุดที่ต้องแก้ด่วน โดยขณะนี้เรามีรูปแบบการแก้ปัญหาแล้ว แต่ยังอาจจะขาดเจ้าภาพหลักดูแล แต่ถ้ามีเจ้าภาพหลักก็จะแก้ไขปัญหาได้

ทั้งนี้สำหรับสถานการณ์การจ้างคนต่างด้าว ในจ.สมุทรสาคร เดือนพ.ย.2560 พบว่า มีจำนวนคนต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตทำงาน 287,538 คน ประกอบด้วย 1.คนต่างด้าวเข้าเมืองถูกกฎหมาย เช่น สัญชาติญี่ปุ่น จีน ใต้หวัน และอเมริกัน จำนวน 3,339 คน ชาวเขา/พื้นที่สูง จำนวน 5,180 คน 2.คนต่างด้าวประเภทนำเข้าเอ็มโอยู แบ่งเป็น แรงงานเมียนมา จำนวน 57,565 คน ลาว 3,430 คน และกัมพูชา จำนวน 3,161 คน รวมทั้งหมด 64,156 คน 3.คนต่างด้าวมีพาสปอร์ตหรือหนังสือรับรอง แบ่งเป็น เมียนมาจำนวน 134,870 คน ลาว จำนวน 4,131 คน และกัมพูชา จำนวน 3,871 คน รวมทั้งสิ้น142,872 คน 4.คนต่างด้าวกลุ่มบัตรชมพู(หมดอายุวันที่ 31 มี.ค.61) แบ่งเป็น เมียนมาจำนวน 47,067 คน ลาว 2,503 จำนวน และกัมพูชา 7,088 จำนวน รวมทั้งสิ้น 56,658 คน และ 5.คนต่างด้าวกลุ่มคัดกรองความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง แบ่งเป็น เมียนมาจำนวน 15,325 คน ลาวจำนวน 4 คน และกัมพูชา จำนวน 4 คน รวมทั้งสิ้น 15,333 คน ทั้งนี้รวมคนต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตทำงานทั้งสิ้น 287,538 คน โดยเป็นคนเมียนมา 254,827 คน  ลาว 10,068 คน และกัมพูชา 14,124 คน และ อื่นๆ 8,519 คน รวมทั้งสิ้น 287,538 คน

 

กระทรวงแรงงานปลื้ม ปรับกฎหมายลดภาระนายจ้างไม่ต้องส่งสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
ลดขั้นตอนการเริ่มธุรกิจลง 21 วัน หนุน Doing Business 2018 ไทย ขึ้น 20 อันดับ

 

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า  กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยยกเลิกข้อกำหนดที่ให้สถานประกอบกิจการส่งสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ส่งผลให้ระยะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจของผู้ประกอบการลดลง 21 วัน จากเดิมที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณา 22 วัน และผลจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ หรือ Doing Business ของธนาคารโลก ประจำปี 2018 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 26 จากทั้งหมด 190 ประเทศ ดีกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่อันดับที่ 46 และหากพิจารณาเฉพาะด้านการเริ่มต้นธุรกิจ ได้เลื่อนจากอันดับที่ 78 จากปีที่แล้วขึ้นมาอยู่อันดับที่ 36 ซึ่งดีกว่าเดิมถึง 42 อันดับ

ทั้งนี้ การแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้นายจ้างไม่ต้องส่งสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้กับ กสร. เป็นการลดภาระของนายจ้าง ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศในการลดขั้นตอนการประกอบธุรกิจ อย่างไรก็ตามสิทธิของลูกจ้างจะยังคงได้ตามกฎหมาย เพราะข้อบังคับฯที่ขัดกับพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่สามารถใช้บังคับได้ ขณะเดียวกันการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของนายจ้างก็เป็นความผิดทางอาญา หากนายจ้าง ลูกจ้างมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือ ที่โทรศัพท์สายด่วน 1546

บิ๊กบี้ สั่งเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนขับเคลื่อน Safety Thailand

พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินหน้าความร่วมมือภาครัฐและเอกชนตามกลไกประชารัฐหนุนหนุนสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัย ขับเคลื่อนโยบาย Safety Thailand และ Safety Culture สร้างสรรค์สังคมไทยเป็นสังคมความปลอดภัยในการทำงาน แรงงานมีสุขภาพอนามัยดี   

            นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวภายหลังร่วมเปิดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคครั้งที่ 6 ณ ห้องเอนกประสงคฺ์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสำนักงานใหญ่ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2560 ว่า พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มอบนโยบายให้ กสร.ดำเนินการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของประเทศไทย (Safety Thailand) และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) ตามแนวทางประชารัฐ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การสร้างการรับรู้ในเรื่องข้อกฎหมาย มาตรการด้านความปลอดภัยให้กับบุคลากรภายในหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง และการจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น โดย กสร.มุ่งเน้นส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ตลอดจนองค์กรท้องถิ่น ได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องและสามารถบริหารจัดการด้านความปลอดภัยภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเผยแพร่องค์ความรู้ดังกล่าวสู่สังคมอีกทางหนึ่งด้วย

 

          นายทศพล กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมการจัดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานเป็นแนวทางหนึ่งในการดำเนินการตามกลไกประชารัฐเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand และสร้าง วัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) ผ่านกิจกรรมที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหาร พนักงานในการสร้างความตระหนักรู้ และปลุกจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยให้กับบุคลากรในองค์กรและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งผลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการประสบอันตรายจากการทำงาน และสร้างสรรค์ให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความปลอดภัยในการทำงาน แรงงานมีสุขภาพอนามัยดีต่อไป

 

 

ที่มา : http://www.luckyonegroup.net/News/general/004468

กสร.เชิญชวนนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้มีจิตศรัทธาร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2560

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เชิญชวนนายจ้าง ลูกจ้าง และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมพิธีเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2560 ในวันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2560 เวลา 13.09 น. ณ วัดบางกระเบา พระอารามหลวง ตำบลบางกระเบา อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

 

     นายอภิญญา สุริตตานันท์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ในวโรกาสที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนำผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2560 ไปถวายยังพระภิกษุสงฆ์ที่อยู่จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดบางกระเบา พระอารามหลวง ตำบลบางกระเบา อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว

 

 

     เพื่อให้พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2560 ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นไปอย่างสมพระเกียรติและอย่างทั่งถึง จึงขอเรียนเชิญนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้มีจิตศรัทธาร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว หรือร่วมทำบุญบริจาคปัจจัยตามกำลังศรัทธาได้ที่ สำนักงานเลขานุการกรม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงแรงงาน ชื่อบัญชี “เงินบริจาคกฐิน กสร.” เลขที่บัญชี 383-1-04488-0 หรือสอบถามโทร 0 2245 8685

กสร. เผยผลงานปี 60 ทะลุเป้า สถานประกอบกิจการยอมรับมาตรฐานแรงงานเพิ่มขึ้น

 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เผย สถานประกอบกิจการยอมรับระบบมาตรฐานแรงงานไทยเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าส่งเสริม 5,200 แห่งในปี 61 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน สอดคล้องมาตรฐานสากล เพิ่มระดับความรับผิดชอบ ต่อสังคม สร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจไทย 

 

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร.ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมสถานประกอบกิจการให้มีการปฏิบัติต่อแรงงานที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน โดยได้นำระบบมาตรฐานแรงงานไทย หรือ มรท. 8001-2553 หรือ TLS 8001-2010 มาส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการนำไปใช้บริหารจัดการในสถานประกอบกิจการของตนเอง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 มีสถานประกอบกิจการยอมรับและนำระบบมาตรฐานแรงงานไทยไปใช้และธำรงรักษาอย่างต่อเนื่อง จำนวน 988 แห่ง ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง 466,769 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา คือ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 มีสถานประกอบกิจการนำไปใช้ 884 แห่ง และ 907 แห่งในปี พ.ศ. 2558 จากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่า สถานประกอบกิจการเหล่านี้ได้แสดงถึงความมุ่งมั่นว่าเป็นองค์กรที่มีระบบการบริหารจัดการที่มีคุณธรรมและจริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงานอย่างแท้จริง และเป็นที่ยอมรับ    ตามหลักสากล ส่งผลให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีความปลอดภัยในการทำงาน           มีสวัสดิการและการแรงงานสัมพันธ์ที่ดี ลดปัญหาข้อขัดแย้งในสถานประกอบกิจการ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและส่งผลดีต่อการประกอบกิจการของนายจ้างด้วย

 

นายทศพล กล่าวต่อไปว่า สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 นี้ กสร. จะเร่งส่งเสริมและเข้าถึงสถานประกอบกิจการให้จัดทำมาตรฐานแรงงานไทยเพิ่มมากขึ้น โดยมุ่งเน้นให้ความรู้ พัฒนาศักยภาพให้แก่สถานประกอบกิจการ ซึ่งตั้งเป้าจะส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการมีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานแรงงานไทยและความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงาน 5,200 แห่ง และมุ่งหวังว่าจะมีสถานประกอบกิจการยอมรับและจัดทำระบบมาตรฐานแรงงานไทยเพิ่มมากขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 800 แห่ง ทั้งนี้ สถานประกอบกิจการที่สนใจจัดทำมาตรฐานแรงงานไทย มรท.8001-2553 หรือ TLS 8001-2010 ติดต่อได้ที่ สำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทร. 0 2354 1642, 0 2354 1652 หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 10 พื้นที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือสายด่วน 1546

 

ที่มา : http://www.thailandplus.tv/index.aspx?pid=af762931-40ba-4775-985c-79cec77e8c48&ctid=96ba7332-2329-4dd1-b65d-71cf24b7830f