กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แนะนายจ้าง ชี้แจงอันตราย

ที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานและมาตรการป้องกัน หรือ Safety Talk ให้ลูกจ้างทราบก่อนเริ่มปฏิบัติงาน

ลดการประสบอันตรายจากการทำงาน สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยตามนโยบาย Safety Thailand

นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า

การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนวาระปฏิรูปแรงงาน Safety Thailand ของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวจะบรรลุผลได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้รับเหมางาน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทำงาน ฯลฯ มาตรการสำคัญประการหนึ่งที่สามารถช่วยลดการประสบอันตรายจากการทำงานและสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการทำงานให้เกิดขึ้นได้ก็คือ การพูดคุย ชี้แจงให้ลูกจ้างทราบถึงอันตรายหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานและการป้องกัน หรือที่เรียกว่า Safety Talk โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจการที่มีความเสี่ยงในเรื่องของความปลอดภัยในการทำงาน เช่น กิจการก่อสร้าง การทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย เป็นต้น หากนายจ้าง สถานประกอบกิจการสามารถดำเนินการเรื่อง Safety Talk ได้เป็นประจำสม่ำเสมอก่อนเริ่มการทำงานทุกวัน นอกจากจะสามารถป้องกันปัญหาการประสบอันตรายจากการทำงานแล้ว ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยฯให้เกิดขึ้น

ด้วย

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการ มีข้อสงสัยหรือต้องการทราบแนวทางการดำเนินงานด้านความปลอดภัยฯ สอบถามได้ที่

กองความปลอดภัยแรงงาน โทรศัพท์ 0 2448 9128-39 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่โทรศัพท์สายด่วน 1546

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 เวลา 13.00 น. ร่วมกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำและปลูกต้นไม้ ณ.วัดเก่าปากพล ตำบลนาปะขอ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง

 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จับมือการไฟฟ้านครหลวง ให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้าแก่นายจ้าง ภาคอุตสาหกรรม ป้องกันปัญหาการประสบอันตรายจากการทำงาน

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นร่วมประธานในพิธีเปิดโครงการให้ความรู้ความปลอดภัยตามชุมชนภาคอุตสาหกรรมประจำปี 2560 โรงแรมริชมอนด์-สไตล์ลิช คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี วันที่ 4 สิงหาคม 2560 ว่า โครงการให้ความรู้ความปลอดภัยตามชุมชนฯ เป็นความร่วมมือระหว่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกับการไฟฟ้า

นครหลวงซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สนับสนุนให้นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานและลูกจ้างที่เกี่ยวข้องในสถานประกอบกิจการได้ตระหนักและมีความรู้ความเข้าใจสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งมีการดำเนินการได้สอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด

รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในการให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน การป้องกันและแก้ไขปัญหาการประสบอันตรายจากการทำงาน เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินตามนโยบายเซพตี้ไทยแลนด์ของกระทรวงแรงงาน เพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตามกลไกประชารัฐในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

 

ที่มา : http://www.thailand4.com/

 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จับมือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วม MOU ส่งเสริมจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในสถานประกอบกิจการ มุ่งสร้างโอกาสการเข้าถึง บรรเทาความเดือดร้อนด้านการเงินของลูกจ้าง

นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวภายหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการให้สถานประกอบกิจการและรัฐวิสาหกิจจัดสวัสดิการแรงงานด้วยวิธีการสหกรณ์กับกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ว่า กสร. มีภารกิจหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน โดยกำกับดูแลให้สถานประกอบกิจการมีการจัดสวัสดิการต่าง ๆ ทั้งตามที่กฎหมายกำหนดและสวัสดิการอื่น ๆ นอกเหนือกฎหมาย การจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการ เป็นสวัสดิการแรงงานด้านหนึ่งที่นายจ้าง ลูกจ้างร่วมมือกันจัดให้มีขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการออมและบรรเทาความเดือดร้อนด้านการเงิน แก้ปัญหาหนี้นอกระบบของลูกจ้าง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและได้มีระบบสะสมเก็บออมที่ดีของผู้ใช้แรงงาน กสร. จึงร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในวันนี้ (3 ส.ค. 60) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน ผลักดันให้มีการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในสถานประกอบกิจการเพิ่มมากขึ้น และกำกับดูแลให้สหกรณ์ออมทรัพย์ที่จัดตั้งแล้วมีความโปร่งใส มั่นคง ตลอดจนส่งเสริมให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใสและยั่งยืน ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้ กสร.รับหน้าที่ประสานความร่วมมือกับสถานประกอบกิจการในพื้นที่เป้าหมายเพื่อให้มีการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์และสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน กรมส่งเสริมสหกรณ์จะให้ความรู้เรื่องสหกรณ์ อุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์แก่บุคลากรในสถานประกอบกิจการ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะดำเนินการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่จัดตั้งขึ้นในสถานประกอบกิจการ

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการและรัฐวิสาหกิจ จำนวน 540 แห่ง มีลูกจ้างเป็นสมาชิก 649,958 คน นอกจากนี้ยังมีกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำช่วยเหลือลูกจ้างโดยกู้ผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการ ซึ่งมีสหกรณ์ใช้บริการเงินกู้กองทุน 251 สัญญา เป็นเงิน 1,918,370,000 บาท สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ แล้ว 217,041 คน สถานประกอบกิจการใดสนใจจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ สามารถติดต่อได้ที่กองสวัสดิการแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครทุกพื้นที่และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ

 

ที่มา : http://www.thailand4.com

กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดำเนินคดีอาญานายจ้าง รับขนถ่ายสินค้าย่านพระประแดง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยฯ ส่งผลให้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บ ขณะขนถ่ายปลาบนเรือบรรทุกปลาทะเล

นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยถึง กรณีลูกจ้างต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน ๑๐ คน ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี บีเ อส ทรานสปอร์ต ๒๐๑๖ ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากสูดดมสารเคมีที่รั่วไหล ขณะขนถ่ายปลาบนเรือบรรทุกปลาทะเล สัญชาติปานามา ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าเทียบเรือใน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า กสร.ได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษนายจ้างรายนี้ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยฯ เนื่องจากไม่มีการแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานรวมทั้งไม่ได้จัดให้มีการอบรมลูกจ้างที่ต้องทำงานในสถานที่อับอากาศ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย

อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.๒๕๕๔ และกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐาน ในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. ๒๕๔๗ ทั้งนี้ ความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน(จป.) ตระหนักถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการประสบอันตรายจากการทำงาน เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่

กองความปลอดภัยแรงงาน โทร.0 2448 ๙๑๒๘-๓๙ หรือที่หน่วยงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทั่วประเทศ

 

ที่มา : http://www.thaipr.net